Blog

  • ผู้กำกับหนังผู้ใหญ่คัดพระเอกหนังเอวีอย่างไร? เปิดทุกขั้นตอนลับในวงการที่หลายคนไม่เคยรู้

    10 พระเอก AV หน้าตาดี ลีลา xxx เด็ด จากค่าย Silk Labo ลืมตาแก่ลงพุงไปเลย !

    ในวงการหนังผู้ใหญ่ญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เอวี (AV)” นอกจากนางเอกจะเป็นจุดสนใจหลักแล้ว “พระเอกเอวี” ก็ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า ผู้กำกับหนังเอวีเลือกพระเอกจากอะไร? ต้องมีคุณสมบัติแบบไหน? แล้วกว่าจะได้ร่วมงานกับนางเอกชื่อดังต้องผ่านด่านใดบ้าง?
    บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่เบื้องหลังการคัดเลือก ไปจนถึงการฝึกฝนและการเป็นมืออาชีพในวงการที่ “เร้าใจ” แต่ก็ “โหดหิน” ไม่แพ้วงการอื่น


    จุดเริ่มต้นของพระเอกเอวี: เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

    การเป็น “พระเอกเอวี” ไม่ได้เริ่มต้นจากความบังเอิญเสมอไป หลายคนมาด้วยความใฝ่ฝัน อยากเข้าวงการ แต่ก็มีไม่น้อยที่เข้ามาด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ บางคนมองว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เร็ว บางคนอยากลองประสบการณ์ที่แตกต่าง
    แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาต้อง “ผ่านการคัดเลือก” อย่างเข้มข้นก่อนจะได้ยืนต่อหน้ากล้องจริง


    ผู้กำกับคือคนชี้ชะตา: ขั้นตอนแรกของการคัดพระเอกเอวี

    ผู้กำกับหนังเอวีในญี่ปุ่นมักเป็นผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดในการคัดเลือกพระเอก เพราะต้องเลือกให้เหมาะกับแนวเรื่องและนางเอกที่ร่วมแสดง
    โดยทั่วไป ขั้นตอนการคัดเลือกพระเอกจะมีดังนี้

    1. การสมัครเบื้องต้น

    ผู้สมัครจะส่งโปรไฟล์พร้อมรูปถ่าย และข้อมูลส่วนตัว เช่น อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และ “ขนาดอวัยวะเพศ” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ผู้กำกับต้องพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา
    แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผู้กำกับจะให้ความสำคัญกับ “บุคลิกและความมั่นใจ” มากกว่า เพราะสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความสามารถในการทำงานต่อหน้ากล้อง

    2. การทดสอบหน้ากล้อง

    เมื่อผ่านรอบแรก ผู้สมัครจะถูกเรียกมาทดสอบ “การแสดงจริง” ต่อหน้าทีมงาน โดยผู้กำกับจะดูทักษะหลายด้าน เช่น

    • ความสามารถในการควบคุมอารมณ์

    • ความอึดและความทน

    • การให้เกียรติคู่แสดง

    • ความสามารถในการรักษาสมาธิภายใต้แรงกดดัน

    ถ้าผ่านการทดสอบนี้ได้ ก็จะเข้าสู่ขั้นตอน “ทดลองถ่ายจริง” ซึ่งถือเป็นด่านสุดท้ายก่อนจะได้เดบิวต์


    พระเอกเอวีต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?

    หลายคนอาจคิดว่าพระเอกเอวีแค่ “เก่งเรื่องบนเตียง” ก็พอ แต่ในความจริง ผู้กำกับมองลึกกว่านั้นมาก

    ความอึดและความแม่นยำ

    ฉากเอวีหนึ่งฉากอาจต้องถ่ายนานหลายชั่วโมง และต้อง “คุมอารมณ์” ได้ตลอดเวลา พระเอกจึงต้องฝึกฝนร่างกายและสมาธิอย่างหนัก เพื่อให้พร้อมทุกช็อตที่กล้องจับอยู่

    การให้เกียรติคู่แสดง

    ในวงการเอวีญี่ปุ่น “การให้เกียรติ” ถือเป็นเรื่องใหญ่ พระเอกต้องรู้วิธีเข้าหานางเอกอย่างสุภาพ ไม่แตะต้องก่อนเวลา และต้องทำงานตามคำสั่งผู้กำกับเท่านั้น

    ความเป็นมืออาชีพ

    ผู้กำกับหลายคนเคยบอกว่า พระเอกเอวีต้องเข้าใจ “ศิลปะแห่งร่างกาย” ไม่ใช่แค่ความเร้าใจ แต่ต้องทำให้ภาพออกมาสวย สมจริง และไม่กระทบต่อความรู้สึกของผู้ร่วมงาน


    เบื้องหลังการฝึกฝน: จากสมัครเล่นสู่มืออาชีพ

    หลังผ่านการคัดเลือก พระเอกหน้าใหม่จะเข้าสู่ช่วง “ฝึกซ้อม” เพื่อเรียนรู้วิธีทำงานในกองถ่ายจริง
    บางค่ายจะมีเทรนเนอร์เฉพาะด้าน เช่น

    • การควบคุมอารมณ์ ด้วยเทคนิคการหายใจ

    • การจัดท่าทาง ให้สวยงามในกล้อง

    • การซ้อมกับนางแบบหุ่นจำลอง เพื่อเข้าใจมุมกล้อง

    • การฝึกเข้ากับนางเอก โดยมีผู้กำกับคอยให้คำแนะนำอย่างละเอียด

    หลายคนใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี กว่าจะได้ขึ้นจอครั้งแรก


    ผู้กำกับหนังเอวีชื่อดังและสไตล์การคัดพระเอก

    ในวงการเอวีญี่ปุ่น มีผู้กำกับหลายคนที่มีชื่อเสียงจาก “ความพิถีพิถัน” ในการคัดพระเอก

    • ซาโต้ เคนอิจิ (Sato Kenichi) ชื่นชอบพระเอกที่ดูเป็นหนุ่มบ้านๆ มีเสน่ห์ธรรมชาติ เพื่อให้เข้าถึงผู้ชม

    • มาสากิ ทาเคชิ (Masaki Takeshi) เน้นพระเอกที่มีหุ่นลีนและควบคุมจังหวะเก่ง

    • นาโอโตะ ฟูจิซากะ (Naoto Fujisaka) ชอบให้พระเอกมีบุคลิกขี้เล่น แสดงออกได้ดีในแนวคอมเมดี้เซ็กซี่

    ผู้กำกับเหล่านี้มักจะบอกตรงกันว่า “พระเอกที่ดี ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจศิลปะของฉากรักมากที่สุด”


    ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับกับพระเอก: มากกว่าแค่เจ้านาย-ลูกน้อง

    ในกองถ่ายหนังเอวี ผู้กำกับกับพระเอกมักมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งในแง่การทำงาน เพราะผู้กำกับจะต้องคอย “ควบคุมจังหวะและอารมณ์” ของพระเอกในแต่ละฉาก บางครั้งต้องกระตุ้นให้เกิดอารมณ์จริง แต่บางครั้งก็ต้องสั่ง “พักอารมณ์” เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงาม
    ความไว้วางใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งคู่ต้องมีให้กัน


    รายได้และความกดดันของพระเอกเอวี

    แม้หลายคนจะคิดว่าพระเอกเอวีได้เงินมาก แต่ในความเป็นจริง รายได้แตกต่างกันมากตามประสบการณ์และชื่อเสียง

    • มือใหม่ อาจได้รับค่าตัวเพียง 10,000–20,000 เยนต่อฉาก

    • ระดับกลาง ประมาณ 50,000–100,000 เยน

    • ระดับท็อป สามารถทำรายได้หลายล้านเยนต่อเดือน

    แต่สิ่งที่แลกมาคือความกดดันสูง เพราะต้องแสดงได้ทุกครั้ง ไม่มีสิทธิ์พลาด และต้องพร้อมทำงานแม้ในสภาพที่เหนื่อยล้า


    เมื่อผู้กำกับต้อง “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ในกองถ่าย

    บางครั้ง พระเอกเกิด “ไม่พร้อมทางร่างกาย” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ผู้กำกับต้องหาทางแก้โดยเร็ว เช่น

    • พักกองชั่วคราวเพื่อให้พระเอกผ่อนคลาย

    • ใช้ตัวแทนหรือ “สแตนด์อิน” ถ่ายบางมุม

    • ปรับบทให้เข้ากับสถานการณ์

    ทั้งหมดนี้ต้องทำโดยไม่ให้นางเอกหรือทีมงานรู้สึกเสียสมดุลในการทำงาน

    🌟 ผู้หล่อบอกต่อด้วย! เปิดวาร์ป 8 พระเอก AV ญี่ปุ่นสุดหล่อ  พร้อมรหัสรับชมผลงาน! . 🎥 ในการเลือกดูหนัง AV สักเรื่อง  นอกจากหน้าตาของเหล่านางเอก AV ที่เป็นปัจจัยสำคัญแล้ว การที่ได้รับชมพระเอก AV  หน้าตาดี ก็ถือเป็นกำไร และช่วยทำให้หลายคนฟินหนักยิ่งกว่าเดิม ...


    เบื้องหลังความจริง: ไม่ใช่ทุกคนจะอยู่รอดในวงการนี้

    วงการเอวีเป็นโลกที่โหดร้ายสำหรับผู้ชายมากกว่าที่คิด พระเอกส่วนใหญ่มีอายุการทำงานเฉลี่ยเพียง 2–3 ปี เพราะร่างกายและสภาพจิตใจต้องเผชิญความกดดันตลอดเวลา
    ผู้กำกับหลายคนจึงเลือก “พระเอกหน้าใหม่” เข้ามาเรื่อยๆ เพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับตลาด


    สรุป: พระเอกเอวีคือศิลปินแห่งเรือนร่างที่ผู้กำกับปั้นด้วยมือ

    เบื้องหลังความเร้าใจในจอคือความตั้งใจของทีมงาน โดยเฉพาะ “ผู้กำกับ” ที่เปรียบเสมือนผู้ฝึกศิลปะเรือนร่างให้กลายเป็นภาพยนตร์อันสมบูรณ์แบบ
    การคัดพระเอกเอวีจึงไม่ใช่เรื่องของ “ความใคร่” แต่คือการสร้าง “ศิลปะ” ที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจ ความเคารพ และความเป็นมืออาชีพสูงสุด


    FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคัดพระเอกหนังเอวี

    1. พระเอกเอวีต้องมีขนาดอวัยวะเพศใหญ่เท่านั้นหรือไม่?
    ไม่จำเป็น ผู้กำกับหลายคนให้ความสำคัญกับบุคลิกและความมั่นใจมากกว่า

    2. ต้องมีประสบการณ์ทางเพศมาก่อนหรือไม่ถึงจะสมัครได้?
    ไม่จำเป็น แต่ควรมีความเข้าใจพื้นฐานเรื่องเพศและสุขอนามัย

    3. พระเอกเอวีต้องแสดงจริงหรือไม่?
    ใช่ หนังเอวีญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นการแสดงจริง แต่ต้องทำตามข้อตกลงและแนวทางของบริษัท

    4. ถ้าพระเอกเกิดอาการตื่นเต้นหรือไม่แข็งระหว่างถ่ายทำจะทำอย่างไร?
    ผู้กำกับจะให้พัก หรือเปลี่ยนลำดับฉากเพื่อให้กลับมามีสมาธิ

    5. พระเอกสามารถเลือกนางเอกที่จะร่วมงานได้หรือไม่?
    โดยทั่วไปไม่ได้เลือก ผู้กำกับและบริษัทเป็นผู้กำหนดตามแนวเรื่อง

    6. อาชีพพระเอกเอวีมีโอกาสก้าวไปสู่งานบันเทิงอื่นหรือไม่?
    บางคนสามารถต่อยอดสู่งานถ่ายแบบ หรือเข้าวงการบันเทิงทั่วไปได้ หากมีบุคลิกโดดเด่นและภาพลักษณ์ดี


  • รวมหนังเด็ดเดือนตุลาคม 2025 – 10 เรื่องที่ห้ามพลาดทั้งโรงและสตรีมมิ่ง

    เดือนตุลาคมถือเป็นช่วงเวลาทองของคอภาพยนตร์ทั่วโลก เพราะนอกจากจะเป็นเดือนแห่ง “ฮาโลวีน” ที่เต็มไปด้วยหนังสยองขวัญน่าดู ยังเป็นช่วงที่สตูดิโอใหญ่ทยอยปล่อยหนังคุณภาพก่อนเข้าช่วงประกาศรางวัลปลายปีอีกด้วย ปี 2025 นี้ก็เช่นกัน หลายค่ายพร้อมใจกันส่งหนังเด็ดทั้งในโรงภาพยนตร์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งมาให้ชมแบบจุใจ

    ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ “หนังดีเดือนตุลาคม 2025” ที่น่าจับตามอง ทั้งจากฮอลลีวูด ญี่ปุ่น เกาหลี และฝั่งยุโรป รวมถึงเบื้องหลังการสร้าง กระแสคนดู และคำวิจารณ์จากนักรีวิวที่กำลังร้อนแรง


    หนังน่าดูเดือนตุลาคม 2025: ความหลากหลายที่ตอบทุกแนว

    ภาพรวมวงการหนังเดือนตุลาคม 2025

    เดือนตุลาคมปีนี้ถือว่าคึกคักเป็นพิเศษ เพราะเป็นเดือนที่ทั้งหนังฟอร์มยักษ์และหนังอินดี้ชั้นดีมาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นแนวแอ็กชันแฟนตาซีอย่าง “Dune: Messiah” ที่ต่อยอดจากความสำเร็จของภาคก่อน หนังสยองขวัญสายคลาสสิก “The Conjuring: The Final Case” หรือแม้แต่หนังไทยฟีลกู๊ดอย่าง “รอยยิ้มในสายฝน” ที่เตรียมสร้างกระแสในบ้านเรา

    โปรแกรมหนังใหม่ เดือนตุลาคม 2568 ตุลาคมนี้ มีหนังใหม่อะไรน่าดูบ้าง


    10 อันดับ “หนังดีเดือนตุลาคม” ที่คอหนังต้องไม่พลาด

    1. Dune: Messiah

    ภาคต่อของมหากาพย์ไซไฟที่รอคอยมานานจากผู้กำกับ Denis Villeneuve กลับมาพร้อมภาพสุดอลังการและเนื้อเรื่องเข้มข้นกว่าเดิม เรื่องราวของ “พอล อาเทรดีส” ที่ต้องเผชิญผลของอำนาจและศรัทธาที่เขาสร้างขึ้น
    กระแส: สื่อภาพยนตร์ต่างประเทศคาดว่า Dune: Messiah จะเป็นตัวเต็งรางวัลออสการ์ปี 2026

    2. The Conjuring: The Final Case

    ภาพยนตร์สยองขวัญที่ปิดตำนานคู่สามีภรรยานักปราบผี “เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน” ภาคนี้จะพาผู้ชมกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง พร้อมปมสุดท้ายที่เชื่อมโยงจักรวาล The Conjuring ทั้งหมดเข้าด้วยกัน
    กระแส: แฟนหนังสยองทั่วโลกต่างคาดหวังว่า นี่จะเป็นการปิดฉากที่สมศักดิ์ศรีที่สุดของแฟรนไชส์

    3. Joker: Folie à Deux

    วาคีน ฟีนิกซ์ กลับมารับบท “อาร์เธอร์ เฟล็ก” อีกครั้ง พร้อมนักร้องสาวเลดี้ กาก้าในบท “ฮาร์ลีย์ ควินน์” ภาคนี้เพิ่มความเป็นดนตรีและจิตวิทยาเข้ามาแบบเข้มข้น
    เบื้องหลัง: Todd Phillips ยืนยันว่า ภาคนี้จะไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป แต่เป็นการสำรวจ “จิตใจของความรักที่บิดเบี้ยว”

    4. Beetlejuice Beetlejuice

    การกลับมาของไอคอนยุค 80s “บีเทิลจูซ” กับผู้กำกับ Tim Burton และ Michael Keaton ที่หวนคืนบทเดิมอีกครั้ง พร้อมนักแสดงรุ่นใหม่ Jenna Ortega ที่จะสานต่อความหลอนในแบบโกธิกคอมเมดี้
    ผลตอบรับ: หลังฉายรอบพิเศษในเวนิส ฟีดแบ็กออกมาว่า “ทั้งน่ากลัวและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน”

    5. Inside Out 2

    แม้จะเข้าฉายบางประเทศตั้งแต่กลางปี แต่ในไทยจะได้ชมเต็ม ๆ ในเดือนตุลาคมนี้ หนังอนิเมชันภาคต่อจาก Pixar ที่ว่าด้วยอารมณ์ใหม่ของ “ไรลีย์” เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เช่น ความวิตกกังวลและความอาย
    สาระ: หนังพูดถึงการเติบโตและการยอมรับตัวเองได้อย่างลึกซึ้งจนหลายคนเรียกว่า “หนังที่ผู้ใหญ่ควรดูไม่แพ้เด็ก”

    6. The Bride of Frankenstein

    Universal Studios ฟื้นชีพโปรเจกต์สยองขวัญคลาสสิกอีกครั้ง คราวนี้ตีความใหม่ให้ “เจ้าสาวของแฟรงเกนสไตน์” เป็นสัญลักษณ์ของการปลดแอกและอิสรภาพของผู้หญิงในโลกปัจจุบัน
    เบื้องหลัง: ได้ผู้กำกับหญิงมากฝีมือ Emerald Fennell จาก “Promising Young Woman” มากำกับ

    7. The Moonlight Sonata

    หนังดราม่าจากเกาหลีใต้ที่กำลังเป็นกระแสในเทศกาล Busan 2025 เล่าเรื่องนักเปียโนตาบอดที่ต้องกลับมาเล่นอีกครั้งหลังโศกนาฏกรรมในอดีต
    คำชม: นักวิจารณ์ยกให้เป็น “หนังเกาหลีที่งดงามและเศร้าที่สุดแห่งปี”

    8. Spider-Man: Beyond the Web

    ภาคใหม่ของจักรวาล Spider-Man ที่เปิดโลกมัลติเวิร์สอีกระดับ พร้อมการกลับมาของ “Tom Holland” และ “Andrew Garfield” ในฉากร่วมสุดพิเศษ
    กระแส: ถูกพูดถึงอย่างหนักในโซเชียลหลังตัวอย่างปล่อยเพียง 24 ชั่วโมง ยอดวิวทะลุ 60 ล้าน

    9. รอยยิ้มในสายฝน

    หนังไทยแนวดราม่าครอบครัวที่อบอุ่นหัวใจ ถ่ายทอดเรื่องราวของแม่ลูกที่ต้องฟันฝ่ามรสุมชีวิตในต่างจังหวัด
    เบื้องหลัง: ผลงานกำกับโดย “นนทรีย์ นิมิบุตร” ที่กลับมาจับหนังดราม่าอีกครั้งหลังห่างหายไปกว่า 10 ปี

    10. Halloween Returns

    ภาคต่อของตำนานฆาตกร “ไมเคิล ไมเยอร์ส” ที่จะปิดฉากแฟรนไชส์ Halloween อย่างเป็นทางการ โดย Blumhouse ยืนยันว่า “นี่คือบทสรุปสุดท้ายจริง ๆ”
    ผลตอบรับเบื้องต้น: นักวิจารณ์ระบุว่าเป็น “ภาคที่เข้มข้นและมีมิติทางอารมณ์มากที่สุด”


    กระแสคนดูและคาดการณ์รายได้

    แม้หลายเรื่องยังไม่เข้าฉายทั่วโลก แต่จากกระแสพรีเซลล์ตั๋วและรีวิวรอบสื่อ พบว่าหนังอย่าง Dune: Messiah และ Joker: Folie à Deux มีแนวโน้มกวาดรายได้เปิดตัวเกิน 100 ล้านดอลลาร์ ส่วนฝั่งอนิเมชัน Inside Out 2 ยังคงครองใจทุกเพศทุกวัย คาดว่าจะทำรายได้รวมทั่วโลกเกิน 1 พันล้านดอลลาร์

    ในไทย หนังที่คนพูดถึงมากที่สุดคือ “รอยยิ้มในสายฝน” และ “Beetlejuice Beetlejuice” ซึ่งถูกมองว่าจะทำให้ตลาดหนังไทยและต่างประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้ง


    เบื้องหลังความสำเร็จของหนังดีเดือนตุลาคม

    กลยุทธ์การตลาดและช่วงเวลาการฉาย

    สตูดิโอหลายแห่งเลือกเดือนตุลาคมเพราะเป็น “ช่วงก่อนรางวัลใหญ่” เช่น ลูกโลกทองคำ หรือออสการ์ การปล่อยหนังช่วงนี้จึงเพิ่มโอกาสให้ถูกพูดถึงในวงการรางวัล ขณะเดียวกันเดือนตุลาคมยังตรงกับเทศกาลฮาโลวีน ทำให้หนังสยองขวัญได้รับแรงส่งจากกระแสโซเชียล

    ความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์ม

    อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ “การฉายพร้อมกันทั้งในโรงและสตรีมมิ่ง” เช่น Netflix, Disney+ และ Amazon Prime ต่างเปิดตัวหนังต้นฉบับช่วงเดียวกัน เพื่อดึงฐานผู้ชมจากทุกกลุ่ม


    วิเคราะห์แนวโน้มตลาดภาพยนตร์ปลายปี 2025

    หลังจากเดือนตุลาคม หนังหลายเรื่องเริ่มทยอยเข้าสู่เส้นทางรางวัลใหญ่ ทำให้สตูดิโอต่าง ๆ เริ่มเร่งโปรโมต ตัวอย่างเช่น Dune: Messiah และ The Moonlight Sonata ที่ได้รับเสียงตอบรับดีจากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก คาดว่าจะเป็นตัวเต็งบนเวทีออสการ์ปีหน้า

    ฝั่งหนังสยองขวัญ เช่น The Conjuring: The Final Case และ Halloween Returns ก็ทำหน้าที่ปิดปีด้วยความบันเทิงที่ครบสูตรสำหรับคอหนังฮาโลวีน

    🚩🎬ปักธง 10 หนังใหม่ในปี 2568 นี้ มีเรื่องไหนน่าดูบ้าง  แล้วมีกำหนดฉายช่วงไหนบ้างมาดูกันเลย . 1. Captain America: Brave New World  (กำหนดฉาย ก.พ.68) 2. Snow White (กำหนดฉาย มี.ค.68) 3. A Minecraft Movie  (กำหนดฉาย เม.ย.68) 4. Thunderbolts* (กำหนดฉาย พ.ค ...


    สรุปภาพรวม “หนังดีเดือนตุลาคม 2025”

    ปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเดือนทองของวงการภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งหนังฟอร์มยักษ์ หนังอินดี้ หนังสยอง และหนังครอบครัวที่ให้ข้อคิด ทุกเรื่องมีจุดเด่นเฉพาะตัว และสามารถตอบโจทย์ผู้ชมได้ครบทุกแนว

    ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนหนังสายบู๊ สายโรแมนติก หรือสายระทึกขวัญ เดือนตุลาคมนี้คือเวลาที่ควรปักหมุดไว้ในปฏิทินหนังของคุณ


    FAQ: คำถาม–คำตอบเกี่ยวกับหนังดีเดือนตุลาคม 2025

    1. เดือนตุลาคม 2025 มีหนังฟอร์มยักษ์เรื่องใดบ้าง?
    มีหลายเรื่อง เช่น Dune: Messiah, Joker: Folie à Deux, และ Spider-Man: Beyond the Web ซึ่งเป็นหนังระดับบล็อกบัสเตอร์ที่ทั่วโลกรอคอย

    2. หนังสยองขวัญเรื่องไหนน่าดูที่สุดในเดือนนี้?
    The Conjuring: The Final Case และ Halloween Returns คือสองเรื่องที่แฟนหนังผีไม่ควรพลาด เพราะต่างเป็นการปิดตำนานแฟรนไชส์ระดับโลก

    3. มีหนังไทยเข้าฉายเดือนตุลาคมนี้ไหม?
    มีแน่นอน คือ รอยยิ้มในสายฝน หนังดราม่าครอบครัวจากผู้กำกับนนทรีย์ นิมิบุตร ที่ได้รับคำชมเรื่องบทและการแสดง

    4. หนังอนิเมชันสำหรับครอบครัวมีเรื่องใดบ้าง?
    Inside Out 2 จาก Pixar เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ดูได้ สนุกและซึ้งในเวลาเดียวกัน

    5. หนังไหนมีโอกาสเข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2026 มากที่สุด?
    คาดว่า Dune: Messiah และ The Moonlight Sonata มีโอกาสสูง จากกระแสตอบรับในเทศกาลภาพยนตร์และเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์

    6. หากอยากชมหนังเหล่านี้แบบถูกลิขสิทธิ์ ดูได้จากที่ไหน?
    หนังส่วนใหญ่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ก่อน และบางเรื่องจะตามมาบนแพลตฟอร์มอย่าง Netflix, Disney+, Prime Video หรือ HBO Max ภายในสิ้นปี


  • หนัง Tehran (2025) เตหะราน

    หนัง Tehran (2025) เตหะราน

    บทความวิจารณ์ภาพยนตร์: Tehran (2025)

    ชื่อเรื่อง: Tehran (เตหะราน) ประเภท: แอ็กชัน, ระทึกขวัญ, ภูมิรัฐศาสตร์ (Action, Geopolitical Thriller) ประเทศ: อินเดีย (ภาษาฮินดี – Bollywood) ผู้กำกับ: อรุณ โคปาลัน (Arun Gopalan) นักแสดงนำ:

    • จอห์น อับราฮัม (John Abraham) รับบทเป็น ราชิฟ กุมาร (Rajiv Kumar)
    • มานูชิ ชิลลาร์ (Manushi Chhillar) รับบทเป็น สารวัตรดิวยา (S.I. Divya)
    • นีรู บัจวา (Neeru Bajwa) รับบทเป็น ชาอิลจา (Shailaja) กำหนดฉาย: 14 สิงหาคม 2025 (ฉายทาง OTT แพลตฟอร์ม ZEE5) คะแนน IMDB (โดยประมาณ): 6.4/10 (อิงจากการประเมินของผู้ชม ณ วันที่เผยแพร่)

     

    🎬 เรื่องย่อโดยละเอียด (Plot Summary)

     

    Tehran เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญสายลับที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงของการโจมตีนักการทูตอิสราเอลในกรุงนิวเดลีในปี 2012 โดยมีฉากหลังเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

    1. เหตุการณ์เริ่มต้นและความแค้นส่วนตัว:
      • เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นด้วยเหตุการณ์ ระเบิดรถยนต์ ที่ตั้งใจโจมตีครอบครัวนักการทูตอิสราเอลในกรุงนิวเดลีในปี 2012 การโจมตีครั้งนี้ทำให้เด็กหญิงชาวอินเดียผู้บริสุทธิ์ที่ขายดอกไม้อยู่ข้างถนนเสียชีวิต ราชิฟ กุมาร (Rajiv Kumar) เจ้าหน้าที่พิเศษ (Special Cell Officer) ของตำรวจเดลีผู้แข็งกร้าวและไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ได้รับมอบหมายให้ทำคดีนี้
      • แม้จะเป็นคดีทางการเมือง แต่การเสียชีวิตของเด็กหญิงผู้บริสุทธิ์ที่ราชิฟเห็นในโรงพยาบาล ทำให้ภารกิจนี้กลายเป็น ความแค้นส่วนตัว เขาไม่ยอมให้พลเมืองอินเดียกลายเป็น “ความเสียหายข้างเคียง” (collateral damage) ในสงครามของคนอื่น
    2. การสืบสวนและแรงกดดันทางการเมือง:
      • เมื่อสืบสวนลึกลงไป ราชิฟพบหลักฐานที่ชี้ไปยัง กลุ่มปฏิบัติการชาวอิหร่าน ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี ซึ่งมีเป้าหมายคือการตอบโต้ต่ออิสราเอล
      • ทว่าการค้นพบนี้ทำให้เกิด ความขัดแย้งทางการทูต อย่างหนัก เนื่องจากอินเดียกำลังเจรจาทำข้อตกลงซื้อแก๊สกับอิหร่านครั้งใหญ่ ฝ่ายการเมืองและนักการทูตจึงพยายามกดดันให้ราชิฟยุติภารกิจ หรือพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนโดยโยนความผิดไปให้ปากีสถานแทน
    3. ปฏิบัติการลับในเตหะราน (Going Rogue):
      • เมื่อรัฐบาลของเขาเลือกผลประโยชน์ทางการทูตและหันหลังให้ ราชิฟจึงตัดสินใจ ปฏิบัติการลับด้วยตนเอง (Goes Rogue) พร้อมทีมงานเล็กๆ (รวมถึงสารวัตรดิวยา และนักการทูตชาอิลจา) เพื่อตามล่าตัวการสำคัญที่สั่งการโจมตี
      • ภารกิจของเขาพาเขาเดินทางจากอาบูดาบีไปยัง กรุงเตหะราน อย่างลับๆ โดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศตนเอง ที่นั่นเขาต้องทำงานกับสายลับ Mossad ของอิสราเอลอย่างไม่เต็มใจ และถูกตามล่าจากกองกำลังอิหร่าน ทำให้เขากลายเป็น “ผี” ที่ไร้ที่พึ่งในดินแดนของศัตรู
    4. การเผชิญหน้าและบทสรุป (The Climax & Spoilers):
      • จุดเปลี่ยนทางศีลธรรม: ในระหว่างภารกิจ ราชิฟได้พบกับตัวละครต่าง ๆ จากทั้งสองฝ่าย รวมถึงสายลับที่ช่วยเหลือเขา ซึ่งทำให้เขามองเห็น “ต้นทุนของสงคราม” และความเจ็บปวดที่ทุกคนแบกรับ
      • ความขัดแย้งภายใน: ราชิฟตามล่าตัว อัฟซาร์ ฮอสไซนี (Afsar Hosseini) ตัวการสำคัญชาวอิหร่านได้สำเร็จ (สปอยล์ใหญ่) แต่กลับพบว่าแม้กระทั่งรัฐบาลอิหร่านเองก็ต้องการกำจัดอัฟซาร์ เพื่อใช้เป็นแพะรับบาปและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
      • ความยุติธรรมในแบบของราชิฟ: แทนที่จะสังหารอัฟซาร์ด้วยมือตนเอง ราชิฟเลือกที่จะมอบปืนให้กับ สเยด อาลี (Syed Ali) ลูกน้องที่ถูกอัฟซาร์ทรยศให้เป็นผู้ลงมือแทน การตัดสินใจนี้ทำให้ราชิฟสามารถหลีกเลี่ยงการกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และยังคงยึดมั่นใน “ความยุติธรรม” ที่เขาเชื่อ โดยเฉพาะการล้างแค้นให้กับเด็กหญิงผู้บริสุทธิ์
      • ผลลัพธ์ที่ซับซ้อน: ราชิฟรอดชีวิตกลับมาพร้อมกับภารกิจที่ “สำเร็จ” ในเชิงเทคนิค แต่ภาพยนตร์ไม่ได้นำเสนอสิ่งนี้เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เพราะแม้ผู้ก่อการร้ายจะถูกกำจัด แต่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไป และอินเดียก็สูญเสียข้อตกลงแก๊สไป ภาพยนตร์จบลงด้วยความเงียบสงบของราชิฟ ผู้ซึ่งเลือกหลักการเหนือผลประโยชน์ทางการเมือง

     

    📝 บทวิจารณ์ (Critique)

     

    • ความสมจริงและเนื้อหาที่หนักแน่น: Tehran ได้รับคำชมว่าเป็นภาพยนตร์สายลับที่พยายามนำเสนอความเป็นจริง (Grounded Tone) มากกว่าการเป็นหนังแอ็กชันที่โอ้อวด (Jingoism) เนื้อเรื่องเน้นไปที่การเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและผลกระทบของความขัดแย้งต่อพลเมืองผู้บริสุทธิ์ เป็น “Deshbhakti” (ความรักชาติ) ที่ไม่ต้องชูธงหรือตะโกนไชยฮินด์
    • การแสดงของ จอห์น อับราฮัม: จอห์น อับราฮัม ในบท ราชิฟ กุมาร ได้รับคำชมว่าเป็นการแสดงที่มั่นคงและควบคุมอารมณ์ได้ดี (Steady, Controlled Performance) เขาสวมบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นส่วนตัวและความเจ็บปวดได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะฉากแอ็กชันที่ยังคงหนักแน่นตามสไตล์ของเขา
    • จุดอ่อน: บทที่ขาดความลึกและความคลุมเครือทางการเมือง:
      • บทที่เร่งรีบ: นักวิจารณ์บางส่วนชี้ว่าภาพยนตร์อัดแน่นไปด้วยรายละเอียดทางการเมืองและตัวละครมากเกินไป ทำให้บางส่วนของพล็อตดูสับสนและขาดความลึกซึ้งทางอารมณ์ โดยเฉพาะช่วงที่ตัวละครหลักเดินทางถึงต่างประเทศ และฉากแอ็กชันสำคัญบางฉากถูกตัดทิ้งหรือไม่ได้แสดงอย่างเต็มที่ (เนื่องจากมีการลดความยาวของภาพยนตร์สำหรับการฉายบน OTT)
      • ความคลุมเครือทางการเมือง: ภาพยนตร์พยายามวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล โดยให้ตัวละครราชิฟกล่าวว่า “ฉันไม่ตัดสิน” แต่การเลือกนำเสนอภาพบางอย่างในหนัง (เช่น การใช้สโลแกน Free Palestine ในฉากฆาตกรรม) ถูกมองว่าเป็นการเลือกข้างอย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ซึ่งทำให้ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ของหนังดูคลุมเครือและผิวเผินเกินไป
      • บทบาทนักแสดงสมทบหญิง: บทบาทของ มานูชิ ชิลลาร์ ในฐานะนักแสดงนำหญิงถูกมองว่า ถูกลดทอนลงอย่างมาก (Largely Wasted) จนเกือบเป็นตัวประกอบ
    • งานสร้างและการถ่ายทำ: การถ่ายทำภาพยนตร์ดูสมจริงด้วยโทนสีที่ซีดจางและกล้องแบบ Handheld ที่ให้ความรู้สึกตึงเครียด ฉากแอ็กชันทำได้ดีและสมจริงตามแนวทางของหนังระทึกขวัญสายลับร่วมสมัย

    ตัวอย่างหนัง

     

    สรุปโดยรวม: Tehran เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญสายลับที่มีความทะเยอทะยาน พยายามสร้างความแตกต่างจากหนังบอลลีวูดทั่วไปด้วยการนำเสนอประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่จริงจังและซับซ้อน โดยมีแรงผลักดันอยู่ที่ความมุ่งมั่นส่วนตัวของตัวละครหลัก ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวสายลับที่มีฉากหลังทางการเมือง แต่ต้องพร้อมที่จะติดตามพล็อตที่เข้มข้นและซับซ้อนตลอดเวลา

  • รักษามาตรฐานเวที: กองประกวดเผยเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจปลด “เบบี๋” อย่างเด็ดขาด

    รักษามาตรฐานเวที: กองประกวดเผยเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจปลด “เบบี๋” อย่างเด็ดขาด

    สรุปคำชี้แจงของคณะกรรมการกองประกวดที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้อง “มาตรฐานความเชื่อมั่นและคุณค่าของเวที” การตัดสินใจปลดตำแหน่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันผลกระทบในวงกว้างต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดและองค์กรมิสแกรนด์ไทยแลนด์ในระดับประเทศ ทางกองประกวดได้แสดงความเสียใจและ ยอมรับว่าตนเองขาดความรอบคอบ ในกระบวนการตรวจสอบข้อมูลของผู้เข้าประกวดตั้งแต่แรกเริ่ม จนนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความไม่สบายใจให้กับสาธารณชนและผู้สนับสนุน โดยยืนยันว่าจะพัฒนา กระบวนการคัดเลือกและกำกับดูแล ให้มีความเข้มงวดมากขึ้นในรอบต่อ ๆ ไป ซึ่งแสดงถึงการให้ความสำคัญกับ ภาพลักษณ์สาธารณะ ของผู้ที่จะเป็นตัวแทนอย่างสูงสุด

  • iPhone เตรียมรองรับสมาร์ทวอทช์แบรนด์อื่น ๆ ได้ดีขึ้นแล้ว!

    iPhone เตรียมรองรับสมาร์ทวอทช์แบรนด์อื่น ๆ ได้ดีขึ้นแล้ว!

    แม้ว่าในตลาดจะมีสมาร์ทวอทช์ให้เลือกมากมาย เช่น Google Pixel Watch, FitBit, Suunto, Garmin, Coros และอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน แต่ถ้าคุณใช้ iPhone การใช้งานร่วมกับนาฬิกาที่ไม่ใช่ Apple Watch มักจะติดขัดและน่าหงุดหงิด ข่าวดีก็คือ สถานการณ์นี้อาจกำลังจะเปลี่ยนไปเร็ว ๆ นี้

    Apple ได้เปิดตัวโค้ด iOS 26.1 beta 1 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และเว็บไซต์ Macworld ได้ค้นพบโค้ดที่บ่งชี้ถึงฟีเจอร์ใหม่ที่ยังไม่เปิดตัวชื่อว่า “Notification Forwarding” (การส่งต่อการแจ้งเตือน)

    ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้สมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของ Apple สามารถเข้ากันได้กับ iPhone มากขึ้น โดยผู้ใช้จะสามารถ กำหนดได้ว่าอุปกรณ์ใดบ้างที่จะแสดงการแจ้งเตือนจาก iPhone ของพวกเขา เช่น นาฬิกาอัจฉริยะหรืออุปกรณ์ติดตามสุขภาพจากแบรนด์อื่น นอกจากนี้ยังมีโค้ดที่ถูกพบว่าช่วยให้ การจับคู่ (Pairing) อุปกรณ์ภายนอกทำได้ง่ายขึ้น ด้วย

     

    การอัปเดตอื่น ๆ ใน iOS 26.1 Beta

     

    นอกจากฟีเจอร์ที่ช่วยปรับปรุงการเชื่อมต่อกับสมาร์ทวอทช์แล้ว 9to5Mac ยังพบการอัปเดตอื่น ๆ ที่น่าสนใจใน iOS 26.1 beta ด้วย เช่น:

    • การรองรับภาษาใหม่ 5 ภาษาสำหรับการแปลภาษาสด (Live Translation) ผ่าน AirPods
    • การรองรับภาษาใหม่ 8 ภาษาสำหรับฟีเจอร์ Apple Intelligence
    • ฟีเจอร์ปัดหน้าจอใหม่บนแอป Apple Music และ MiniPlayer
    • มุมมองใหม่สำหรับแอป Apple Calendar
    • แถบควบคุมการเล่น (Playback Scrubber) ใหม่สำหรับแอป Photos

    อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์เหล่านี้ยังอยู่ในเวอร์ชันทดสอบ และยังไม่มีการรับประกันว่าฟีเจอร์ทั้งหมดจะถูกรวมอยู่ในอัปเดต iOS 26.1 เวอร์ชันสุดท้าย ที่คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม


    หากฟีเจอร์ Notification Forwarding นี้เปิดตัวจริง คุณจะพิจารณาเปลี่ยนไปใช้สมาร์ทวอทช์ที่ไม่ใช่ Apple Watch หรือไม่?

  • STAR-843: ได้กลับมาเจอกับหลานชายสุดน่ารัก ลูกครึ่งผิวสี – ชิราอิชิ มารินะ

    STAR-843: ได้กลับมาเจอกับหลานชายสุดน่ารัก ลูกครึ่งผิวสี – ชิราอิชิ มารินะ

    รีวิวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Review Lotto ประจำเดือนของเซิร์ฟเวอร์ JDC Discord ใครอยากให้รีวิวเรื่องไหนอีกก็มาจอยกันได้นะ!

    STAR-843 เป็นงานปี 2017 จากค่าย SOD Create กำกับโดย Ōmura Dai เรื่องนี้ ชิราอิชิ มารินะ รับบทเป็นคุณน้าที่เป็นแม่บ้านที่อยู่กับสามี ชีวิตประจำวันที่เงียบ ๆ ก็เริ่มวุ่นวายขึ้น เมื่อ สตีฟ หลานชายของเธอมาขอพักด้วยสองสามวัน

    สตีฟถูกโปรโมตว่าเป็นลูกครึ่งผิวสี (แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่แน่ใจว่านักแสดงเป็นลูกครึ่งหรือผิวสีเต็มตัว) แต่ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในบ้าน เขาก็ถูกดูแลเหมือนเป็นแขกคนพิเศษเลย

    มุกตลกที่เล่นซ้ำ ๆ ในเรื่องคือการที่สตีฟ ชอบซาลาเปาไส้เนื้อ (Nikuman) ของมารินะมาก ๆ ซึ่งมุกนี้มันตีความได้ทั้งตามตัวอักษรและแฝงความหมายสองแง่สองง่ามที่ชัดเจนมาก ๆ หนังก็เล่นมุกนี้ซ้ำไปซ้ำมาได้อย่าง ตลกและกวน ๆ ดี

    เรื่องเริ่มจะ ร้อนแรงขึ้น เมื่อมารินะเริ่มเก็บไปจินตนาการถึงสตีฟ มีฉากเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เผยให้เห็นว่าคุณน้าคนนี้เริ่มอยากรู้อยากลองมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนสตีฟเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาก็มีแอบมองคุณน้าตลอดเวลา มันเลยกลายเป็นความตึงเครียดแบบขี้เล่นว่า ใครกันแน่ที่กำลังแอบดูใครอยู่? จนในที่สุด ทั้งคู่ก็ได้อาบน้ำด้วยกัน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดมันเกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในจินตนาการอีกต่อไป

    อย่างที่คาดไว้ มารินะกับสตีฟก็สนิทสนมกันจนเกินเลย แต่สิ่งที่ทำให้วิดีโอนี้โดดเด่นจริง ๆ คือ ความสนุกสนานของตัวละครทั้งสามคน สามีของมารินะไม่ได้หายไปจากฉากนะ แต่เขาดันมีเคมีที่เข้ากันได้ดีกับสตีฟอย่างน่าประหลาดใจเลยด้วยซ้ำ บางทีก็ดูเหมือนว่าสามีจะ หลงเสน่ห์ สตีฟไม่แพ้มารินะเลย ซึ่งมันยิ่งทำให้หนังมีพลังงานแบบ ตลก โก๊ะ ๆ และดูเบาสมอง เข้าไปอีก

    ยอมรับว่าการแสดงบางจุดก็ดู เล่นใหญ่และตลกมาก แต่ก็เข้ากับเรื่องดี มารินะขายฝันได้ด้วยเสน่ห์ประจำตัวของเธอ สตีฟก็มีทั้งความซื่อ ๆ และความมีเสน่ห์ ส่วนสามีก็เพิ่มความตลกแบบ ละครซิทคอม เข้ามาผสมผสาน ผลลัพธ์ที่ได้คือมันดู ตลกและบันเทิง มากกว่าจะเป็น ‘ดราม่าจริงจัง’ ซึ่งนี่แหละคือจุดเด่นที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนใคร

    สรุป

    โดยรวมแล้ว STAR-843 เป็นหนังที่ดูสนุกจริง ๆ มันดูขี้เล่น บ้า ๆ บอ ๆ และไม่ได้พยายามทำตัวเป็นเรื่องเป็นราวอะไรมาก ด้วยมุกสองแง่สองง่าม บรรยากาศครอบครัวที่ดูรักใคร่กันดี และฉากตลก ๆ ที่เกินเบอร์ไปหน่อย ทำให้คุณต้องยิ้มตามตอนดูแน่ ๆ